มาร์การิต้า ค็อกเทล สาวหวาน ซ่อนเปรี้ยว

มาร์การิต้า ค็อกเทล สาวหวาน ซ่อนเปรี้ยว

ค็อกเทล เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักดื่มและนักชงอย่างบาร์เทนเดอร์ทั่วโลก การผสมสูตรใหม่ๆออกมาเป็นสิ่งที่แตกต่างไม่รู้จบนี่แหละเป็นเสน่ห์ของค็อกเทลเลย นอกจากนั้นการสั่งค็อกเทลในสูตรที่เราชอบมากินก็เป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์ นิสัย ตัวตน หรือ อารมณ์ของเราตอนนั้นได้เป็นอย่างดี มาร์การิต้า เหตุเกิดจากความบังเอิญ สูตรค็อกเทลที่เราแนะนำกันมาในวันนี้ถือว่าเป็นสูตรที่เหมาะสำหรับสาวๆเป็นอย่างมากเนื่องจากว่า เหล้าไม่เยอะ ดื่มแล้วไม่เมา นั่นคือ มาร์การิต้า สูตรผสมค็อกเทลที่มีต้นกำเนิดจากบาร์เทนเดอร์นามว่า Pancho Morales จาก ซานฟรานซิสโก โน่นเลย เค้าเจอลูกค้าสาวสั่งค็อกเทลสูตรหนึ่ง ซึ่งเค้าไม่รู้จักทำให้เค้าต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการคิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา ปรากฏว่าถูกใจลูกค้าและแพร่หลายเรื่อยมา มาร์การิต้า หวานซ่อนเปรี้ยว รูปลักษณ์ของมาร์การิต้า นั่นถือว่าสวยสดใสทีเดียว น้ำสีเขียวอ่อนจางๆ ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอะไร ด้านบนมีการติดชิ้นเนื้อมะนาวด้วยเพื่อความสวยงามทีเด็ดอยู่ที่การปาดขอบแก้วด้วยเกลือ พอดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่นจากมะนาว ความเค็มของเกลือทำให้รสชาติปะแล่มๆปะทะ เข้ามา ตบท้ายด้วยความร้อนวูบวาบเหมือนดั่งไฟของเหล้าทำให้มาร์การิต้า หากจะเปรียบเป็นหญิงสาวก็คงจะมีนิสัยที่หวานนิด สดใสร่าเริง แต่ซ่อนความเปรี้ยว และความร้ายกาจที่พร้อมจะทำได้ทุกอย่างไว้อยู่ข้างใน ส่วนผสมของ มาร์การิต้า อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราไปเตรียมตัวทำ มาร์การิต้า กันเลยดีกว่า ส่วนผสมก็ถือว่าหาไม่ยากเท่าไร หากผสมเพียงแค่ 1 แก้วก็ตามนี้เลย เริ่มจากน้ำแข็ง น้ำมะนาว 3/4ออนซ์ ชิ้นมะนาวสด 1 ชิ้น เหล้า Triple sec หรือเหล้า Cointreau 1 ออนซ์ และเหล้า Blanco tequila ปริมาณ 1.5 ออนซ์ พอครบแล้วก็เริ่มทำได้เลย วิธีการทำ มาร์การิต้า สำหรับวิธีการทำ มาร์การิต้านั้น ถือว่า ไม่ยากเลย บาร์เทนเดอร์ มือใหม่ หรือ มือเก๋าก็ทำได้สบายๆ เริ่มจากนำเอาส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้ เทลงไปในกระบอกเช็ค (น้ำแข็งอย่าใส่เยอะเดี๋ยวไม่เข้มข้น) จากนั้นก็เขย่าจนได้ที่ส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ก็เทลงในแก้วที่เตรียมไว้ได้เลย เสร็จแล้ว แต่ว่าที่แก้วอาจจะมีทริคนิดหน่อยคือการเติมเกลือลงไปที่ขอบแก้ว วิธีการทำก็เอาชิ้นมะนาวไปรูดขอบแก้วสักรอบหนึ่ง จากนั้นก็เอาไปคว่ำบนเกลือที่เตรียมไว้ แล้วก็นำส่วนผสมเทใส่แก้ว พร้อมเสิร์ฟได้เลย เห็นไหมว่าไม่ยาก ใครๆก็ทำได้ สาวๆคนไหนจะปาร์ตี้ในกลุ่มแล้วยังไม่รู้จะเตรียมอะไรดี ลองไปทำดูนะ

Cuba Libre สูตรการทำ Cocktail ที่เราคุ้นเคย

Cuba Libre สูตรการทำ Cocktail ที่เราคุ้นเคย

เชื่อว่าคอเหล้าทั้งหลายมักจะมีนิสัยการดื่มที่เหมือนกัน ทุกคนจะมีสูตรการกินเหล้า ผสมเหล้าในแบบที่ตัวเองชื่นชอบอยู่แล้ว สูตรหนึ่งที่เชื่อว่าคนกินเหล้าหลายคนเคยผ่านมา ต้องเป็นการนำเหล้าไปผสมกับโค้กอย่างแน่นอน เพื่อว่าจะได้ไม่เข้มมาก(หรือเปล่า) ผู้เขียนเองก็เคยผ่านมาเหมือนกัน พอนึกถึงแล้วทำให้เรามีไอเดียจะนำเสนอค็อกเทลสูตรนี้ขึ้นมา Cuba Libre เหมือนผสมโค้ก แต่ไม่ใช่ สูตรการทำค็อกเทลที่ว่านี่ชื่อว่า Cuba Libre ที่รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับการนำเหล้ามาผสมโค้กแบบบ้านเราดีๆนี่เอง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เนื่องจากหากจะเอาตามสูตรเป๊ะๆแล้วยังต้องมีวัตถุดิบอื่นใส่ลงไปอีก ส่วนเรื่องของรสชาติต้องบอกว่าถ้าได้ทานแล้วก็จะรู้สึกคุ้นเคยดี แต่มีรสเปรี้ยวแหลมออกมา ที่ทำให้บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่เข้ากันเลย แต่บางคนอาจจะบอกว่ามันปะแหล่มดี แปลกดีก็ได้แล้วแต่ลิ้นและรสนิยม Cuba Libre ต้นกำเนิดจากดินแดนห่างไกล สูตรการทำ Cuba Libre นี้หากเข้าไปดื่มในบาร์ของประเทศ อเมริกา,แคนนาดา,อังกฤษ , ไอร์แลนด์ อินเดียหรืออีกหลายประเทศมันจะมีอีกชื่อหนึ่งว่า Rum and Coke ต้นกำเนิดของสูตรค็อกเทลนี้มีหลายความคิดแตกต่างกันไป ขอยกมาสักหนึ่งอย่างก็แล้วกัน เค้าเชื่อกันว่าสูตรนี้คิดค้นขึ้นเมื่อปี 1901-1902 ในช่วงสงครามระหว่างสเปน กับอเมริกา ได้มีการเผยแพร่สูตรนี้ด้วย พอกินแล้วอร่อยดีก็เลยกินตามกันเรื่อยมา Cuba Libre ส่วนผสมมีอะไรบ้าง มาดูกันที่ส่วนผสมของสูตรค็อกเทล Cuba Libre ตัวนี้กันดีกว่า ถือว่าหาไม่ยากเท่าไร เริ่มจากตัวหลักอย่าง เหล้ารัมขาว ปริมาณ 1.5 ออนซ์, โคคา-โคล่า (โค้ก) ปริมาณ 3 ออนซ์, น้ำมะนาวสด 1 ช้อนชา, ชิ้นมะนาวหั่น 1 ชิ้น แล้วก็น้ำแข็งด้วย เห็นรายชื่อส่วนผสมแล้ว น่าจะไม่ทำให้ปวดหัวนะ Cuba Libre วิธีการทำง่ายแบบสุดๆ Cuba Libre เป็นสูตรค็อกเทลที่ถือว่าทำง่ายที่สุดอันหนึ่งแล้ว วิธีการไม่มีอะไรเลย เพียงแค่เราเตรียมแก้วไว้ จากนั้นก็เทส่วนผสมลงไป คนให้เข้ากัน ตกแต่งด้วยชิ้นมะนาวสด ก็เป็นอันเสร็จพิธี ส่วนเรื่องแก้วมีการใช้สองแบบคือแก้วค็อกเทลจะใส่แต่ส่วนผสมไม่ใส่น้ำแข็ง สองจะใช้แก้วแบบทั่วไปแต่ใส่น้ำแข็งลงไปด้วย ถือว่าเป็นสูตรค็อกเทลอีกรูปแบบหนึ่งที่บอกได้เลยว่า กินได้เรื่อยๆ ไม่ทำให้เราฟุบได้ง่าย ใครที่อยากจะอัพเกรดการกินเหล้าผสมโค้ก มาเป็นแบบนี้ก็ลองดูได้ น่าจะได้รสชาติที่แปลกใหม่อีกทางหนึ่ง

เรียบ เนี๊ยบ หรู นิยามสูตร ค็อกเทล วอดก้า มาร์ตินี่

เรียบ เนี๊ยบ หรู นิยามสูตร ค็อกเทล วอดก้า มาร์ตินี่

คราวที่แล้วเล่าถึงสูตรการทำว็อดก้า สำหรับสาวๆกันไปแล้ว วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศเอาใจหนุ่มกันบ้าง บางครั้งการสั่งค็อกเทลตามบาร์ต่างๆก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สาวๆ มองเราได้เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของสูตรการทำค็อกเทลที่น่าจะเป็นตัวแทนของยอดนักสืบสายลับระดับโลก เจมส์ บอนด์ 007 อย่าง วอดก้า มาร์ตินี่ วอดก้า มาร์ตินี่ ตัวแทนของบอนด์ เชื่อว่าไม่ว่าเพื่อนจะเป็นคนที่ชื่นชอบการดูหนังหรือเปล่า แต่สายลับ 007 อย่าง เจมส์ บอนด์ น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่เราต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง แม้ว่าจะ บอนด์ จะออกมากี่ภาคก็ตาม อย่างหนึ่งที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของบอนด์ เลยก็คือ การสั่งวอดก้า มาร์ตินี่ ที่เค้ามักจะสั่งทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นยามสุข เศร้า เหงา จนกลายมาร์ตินี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบอนด์ไป เรียบ หรู ดูแพง แถมแรงพอตัว มาร์ตินี่นั้น เอาเข้าจริงไม่ได้มีเพียงแค่วอดก้า มาตินี่แต่เพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหลากหลายสูตรเยอะแยะไปหมด อย่างเช่น ดราย มาตินี่ ,เตกีล่า มาร์ตินี่,รัม มาตินี่, เลมอนเชโล่ มาร์ตินี่ หรือ บลู มาร์ตินี่ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน สิ่งหนึ่งที่สูตรค็อกเทลพวกนี้ให้เหมือนกันหมดก็คือ การแสดงออกถึง ความเรียบง่าย แต่หรู ดูดีแบบไม่ต้องทำอะไรมาก ที่สำคัญหน้าตาดูไม่มีพิษภัยอย่างนี้แหละ ตัวอันตรายเลย ไม่ว่าจะสูตรไหนความแรงจัดว่า เยี่ยมเลย อาจล้มได้โดยไม่รู้ตัว ส่วนผสมตัวแรงทั้งนั้น ที่ต้องบอกว่าอันตรายนั้น เนื่องจาก มาร์ตินี่ เกือบทุกสูตรมักจะมีส่วนผสมตัวแรงทั้งนั้น อย่างวอดก้า มาร์ตินี่ของเราในวันนี้ จะมีส่วนผสมก็คือ วอดก้า 1.5 ออนซ์, ดราย เวอร์มุธ ½ ออนซ์ (ใครชอบความแรงแนะนำจัดไปเลยที่ ¾ ออนซ์), มะกอกดอง สัก 1-3 ลูก (ขาดไม่ได้เลยไม่งั้นไม่ใช่วอดก้า มาร์ตินี่) และ น้ำแข็งประมาณ ½ ถ้วย ไม่ต้องเอามาเยอะ วิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากเท่าไร เมื่อจัดเตรียมส่วนผสมเสร็จแล้วก็มาเริ่มทำกันเลย เริ่มต้นที่นำส่วนผสมทุกอย่างมารวมกันในกระบอกเช็ค จากนั้นก็เขย่า ตรงนี้เน้นว่าต้องสังเกตุว่าความเย็นมันกระจายไปทั่วกระบอกแล้วหรือยังถ้าได้แล้วก็พอ จากนั้นก็เทใส่แก้ว แล้วเติมด้วยมะกอกดองก็เป็นอันเรียบร้อย Read more »